‘กฤษฏา’กล่อมเอกชนแปรรูปยาง เพิ่มใช้ยาง 5 แสนตันต่อปี

7 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทผู้ผลิตแปรรูปยางพารา 8 บริษัท ได้แก่ บริษัทผลิตเครื่องนอน อุปกรณ์เกี่ยวกับการแพทย์ ท่อยาง สายยาง สายพานลำเลียง บริษัทผลิตล้อยางรถยนต์ที่มีผู้ประกอบการเป็นคนไทย ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ให้ความร่วมมือรับซื้อน้ำยางสด ยางแผ่น ยางแท่ง จากสถาบันการเกษตรกรโดยตรง แต่มีปัญหาเรื่องระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นเรื่องราคาต่ำสุด

ทั้งนี้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้และหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ต้องหันไปซื้อวัสดุอุปกรณ์จากผู้ประกอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ เช่น จีน ที่มีราคาถูกแต่คุณภาพต่ำกว่าของผลิตในไทย เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเคยซื้อสายพานขนลำเลียงถ่านหินโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จากในประเทศ แต่เมื่อมีกำหนดราคาขั้นต่ำทำให้ต้องซื้อจากจีน อีกทั้งโมเดลหุ่นยางสำหรับฝึกนักศึกษาแพทย์ และใช้ในการเรียนการสอน ที่ยังต้องสั่งจากต่างประเทศราคาตัวละ 3-4 หมื่นบาท แต่ผลิตในไทยตัวละ 6 พันบาท ทางโรงพยาบาลซื้อไม่ได้ เพราะไม่มี มอก.

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่า ได้รับข้อเสนอไปหารือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อปรับแก้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ โดยอาจจะประกาศเป็นรายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยางพาราในประเทศเท่านั้น และต้องมีมาตรฐาน มอก.ไทย ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ไปจัดทำรายการครุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากยางพารามีกี่ประเภทเพื่อส่งให้สำนักนายกฯจัดทำประกาศระเบียบจัดซื้อจัดจ้างออกมาใหม่โดยเร็ว เพื่อให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นอีกปีละ 4-5 แสนตัน จากปริมาณผลผลิตยางออกมาต่อปี 4.5 ล้านตัน

นอกจากนี้ผู้ประกอบการ เสนอให้ขยายมาตรการช้อปช่วยชาติ ไปถึงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเดือนเม.ย.ของทุกปี เนื่องจากประชาชนเดินทางกันมาก ทั้งช่วงปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ อาจเพิ่มยอดใช้ยางได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทผลิตยางล้อ ระบุว่าได้ซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกร เพิ่มมากขึ้น จากปกติซื้อปีละ 2 พันตัน คิดเป็นร้อยละ 3 ของยางพาราที่ใช้ทั้งหมด แต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการรณรงค์ใช้ยางเพื่อชาติ เปลี่ยนล้อยาง และช้อปเพื่อชาติ ทำให้ความต้องการล้อยางมากขึ้น จึงสั่งซื้อยางจากสหกรณ์เพิ่มขึ้น 2 พันตันภายใน 1 เดือนจากสหกรณ์

นายกฤษฏา กล่าวว่าราคายางวันนี้ที่ตลาดต่างประเทศทุกแห่งปรับตัวขึ้น 50 สตางค์ ซึ่งสวนทางกับดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ เพราะจากมาตรการเพิ่มใช้ยางในไทย ทำให้ตลาดกังวลถึงสต็อกยางโลกจะลดลง เนื่องจากปริมาณการผลิตยางคงที่ แต่รัฐบาลไทยส่งเสริมการใช้มากขึ้น จึงส่งผลต่อราคาในตลาดโลกด้วย โดยเฉพาะการนำยางไปทำถนนทุกหมู่บ้าน 7.5 หมื่นแห่ง ที่มีการโจมตีกันมากว่าออกสเปกเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการน้ำยางข้นในกรุงเทพ 9 ราย และเรียกร้องให้เกษตรกรสวนยางออกมาเคลื่อนไหว

“ยืนยันว่าไม่ได้ใช้น้ำยางข้นทำถนนพาราซอยซีเมนท์ ที่กำลังก่อสร้างขณะนี้ เป็นสูตรพาราซอยซีเมนท์ใช้น้ำยางดิบที่ อปท.ซื้อสถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจในท้องถิ่นได้โดยตรง และราคาก่อสร้างจะถูกลงเหลือกิโลเมตรละ1.2 ล้านบาท จาก 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้อปท.ใดที่มีกองช่างก็สามารถก่อสร้างได้เองทำให้เหลือกิโลเมตรละ 9 แสนบาทเท่านั้น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเรื่องต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรเดือดร้อน สั่งการให้กระทรวงเกี่ยวข้องเร่งหาวิธีทางแก้ไขลดต้นทุนให้ได้ โดยเฉพาะค่าปุ๋ย ที่เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ30ของการทำเกษตรทุกชนิด ซึ่งนายกฯต้องการให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยราคาถูกมีคุณภาพดี เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด ดังนั้นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้สหกรณ์การเกษตร ผลิตปุ๋ย2สูตรเพื่อจำหน่ายทั่วไป โดยเป็นปุ๋ยสั่งตัด และปุ๋ยผสมต่างๆซึ่งรัฐให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนี้ปรับปรุงพันธุ์ยางโดยศูนย์วิจัยยางของ กยท.มี5แห่งทั่วประเทศได้พัฒนาสายพันธุ์ดีให้น้ำยางต่อไร่สูง ให้กระจายพันธุ์ออกสู่เกษตรกรเปลี่ยนต้นยางเดิมต้นโทรมมีอายุมาก 15 – 25 ปี