5 วิธีแก้ปัญหาส้วมตัน ชักโครกตัน ควรทำอย่างไรในเบื้องต้น

plunger-toilet-01-262x300หนึ่งในปัญหาน่าปวดหัวที่มาพร้อมกับความเลอะเทอะ คงหนีไม่พ้นอาการชักโครกตัน ที่ถ้าหากว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เป็นต้องเอามือกุมขมับ เพราะนอกจากจะใช้งานชักโครกเจ้ากรรมนั่นต่อไม่ได้แล้ว ยังต้องเผชิญกับของเสียและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่ไม่สามารถขจัดไปได้ สาเหตุหลักๆ ที่ส้วมหรือชักโครกตันนั้นก็มาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งการที่ทิ้งของต่างๆ จำพวกกระดาษทิชชู่ หรือผ้าอนามัยลงไปในโถ ซึ่งมันเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก และเมื่อสะสมรวมตัวกันมากๆ ก็จะไปอุดตันท่อทำให้ชักโครกนั้นเกิดอาการกดไม่ลง วิธีแก้นั้นก็มีอยู่ดังนี้

1. ใช้ลูกยางปั๊ม เป็นวิธีเบื้องต้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะว่าลูกยางนั้นหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด วิธีใช้ให้สวมหัวลูกยางลงในคอชักโครก จากนั้นออกแรงกดปั๊มเป็นจังหวะ แรงอัดของลูกยางจะช่วยดันสิ่งที่อุดตันอยู่ในท่อให้ไหลออกไป แต่วิธีนี้อาจจะต้องยอมเลอะหน่อยนะครับ

2. โซดาไฟ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะโซดาไฟนั้นมีฤทธิ์กัดกร่อน ซึ่งจะช่วยทะลวงสิ่งที่อุดตันอยู่ภายในท่อให้หลุดออกไปได้ วิธีใช้ก็คือให้ผสมโซดาไฟกับน้ำอุ่น(ค่อยๆเทลงไป เพราะมันจะมีควันพุ่งออกมา ระวังอย่าให้เข้าตา) จากนั้นก็ราดโซดาไฟที่ผสมแล้วลงในชักโครก ไม่นานสิ่งที่อุดตันก็จะหลุดออกไป แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งานด้วยนะครับ และต้องสวมถุงมือยางทุกครั้งขณะใช้ ตัวโซดาไฟนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุก่อสร้างครับ

3. น้ำยาล้างท่ออุดตัน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่แนะนำครับ เพราะน้ำยาประเภทนี้มักจะมีสารละลายไขมัน ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับสิ่งที่อุดตันอยู่ในท่อ ความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาที่ว่านี้ จะช่วยละลายสิ่งอุดตันให้หลุดออกไปจากท่อชักโครกได้ ข้อแนะนำคือควรระมัดระวังในการใช้งาน เพราะสารเคมีประเภทนี้มักมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ขณะที่ใช้งานควรสวมถุงมือยางด้วยเพื่อความปลอดภัย

4. ใช้สายงูเหล็ก ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นโลหะยาวๆ พร้อมหัวจับวิธีใช้ก็คือให้สอดสายโลหะที่ว่านี้ลงไปในชักโครก เอาให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเข้าไปได้ จากนั้นให้หมุนด้ามจับไปมา แรงหมุนจะช่วยตีคว้านให้สายโลหะดันสิ่งที่อุดตันออกไปจากท่อ ซึ่งสายงูเหล็กนี้สามารถซื้อหาได้ทั่วไปตามร้านวัสดุก่อสร้างเช่นกันครับ

5. บริษัทรับจัดการท่อตัน หากวิธีที่กล่าวมาทั้งหมด ยังไม่ได้ผล แนะนำให้ติดต่อมืออาชีพเข้ามาจัดการดีกว่าครับ เพราะบริษัทพวกนี้มักจะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมกว่าเราในการจัดการปัญหาส้วมตัน

จะเห็นได้ว่า แม้เป็นปัญหาพื้นๆ ที่พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง แต่การแก้ไขปัญหานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ดังนั้นคงจะดีกว่านี้หากไม่ต้องเกิดปัญหาขึ้นเลย ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ทิ้งขยะที่ย่อยสลายยากลงในชักโครกครับ

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ย้ายเข้าบ้านใหม่วันแรกต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง

home-walkin-01-300x225การเตรียมตัวเพื่อเข้าหรือขึ้นบ้านใหม่นั้นเป็นความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข และเป็นการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ความเชื่อเช่นนี้ได้ตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันเช่นกันเพียงแต่พิธีการต่างๆ นั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือตัดทอนลงไปบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีหรือพิธีการเข้าหรือขึ้นบ้านใหม่นั้นมาบอกกล่าวกันค่ะ

1. เริ่มจากการจัดเตรียมข้าวของต่างๆ ได้แก่ พระพุทธรูป ดอกไม้ธูปเทียน ไม้มงคลต่างๆ รวมไปถึงพวกผลไม้สำหรับไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เช่น กล้วย มะพร้าว สาลี่ ทับทิม ส้ม หรืออาจจะมีขนมไทยอย่างทองหยิบ ทองหยอด ทองเอก หรือขนมอื่นๆ ที่มีชื่อเป็นมงคล ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทอง” หมายถึง ความร่ำรวย ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านจะสุขสบายและอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

2. เมื่อจัดเตรียมข้าวของต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ให้หาคนที่มีอาวุโสสูงสุด(ผู้ชาย) ทำการถือพระพุทธรูป เดินเข้าบ้านก่อนทั้งนี้มีความเชื่อว่า ให้พระนำหน้าจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข จากนั้นให้ผู้อยู่อาศัยเดินตามผู้นำ แล้วให้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐานยังห้องพระที่จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ (ควรจัดเตรียมไว้ก่อน โดยห้องพระนั้นควรอยู่ทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ)

3. นำผลไม้ 5 อย่างที่เตรียมไว้แล้ว พร้อมกับน้ำสะอาด ธูปเทียน จุดบูชาคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อเป็นการเคารพนบนอบและอธิษฐานให้บ้านที่เราอยู่นี้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

4. นำผลไม้ 5 อย่างที่เตรียมไว้ พร้อมกับอาหารสำรับคาวหวาน น้ำสะอาด ธูปเทียน ส่วนนี้จะเป็นการไหว้และบอกกล่าวเจ้าที่ ว่าเราเข้ามาอยู่ใหม่ ขอให้ดลบันดาลความสำเร็จ ความสงบร่มเย็นเป็นสุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนปกปักษ์รักษาสมาชิกภายในบ้าน อย่าให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ มากล้ำกรายได้

5. ส่วนที่นิยมอีกอย่างหนึ่งคือ การนำข้าวสารอาหารแห้ง เช่น น้ำพริกน้ำปลา ปลากระป๋องต่างๆ และน้ำดื่ม มาจัดวางไว้บริเวณกลางบ้าน ตั้งแต่ก่อนจุดธูปเทียนไหว้พระ วิธีนี้ถือเป็นเคล็ดที่จะทำให้บ้านมีความอยู่เย็นเป็นสุข มีเงินทอง มีความเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

6. ในชนบทบางแห่งเชื่อว่าตามเสาบ้านนั้นมีผีบ้านผีเรือนอาศัยอยู่ จึงมักจัดกระทงใบตองที่ประกอบไปด้วยอาหารคาวหวาน เหล้า บุหรี่ จากนั้นทำพิธีเซ่นผีบ้านผีเรือนที่ว่านี้ให้ออกมากินอาหาร แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยเห็นพิธีแบบนี้แล้วครับ ส่วนใหญ่จะเป็นพิธีทางพุทธเสียมากกว่า

การเตรียมตัวเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่นั้น จะว่าไปก็แล้วแต่ความเชื่อนั่นแหละครับ บางที่ไม่ต้องทำพิธีอะไรมากมาย แค่คิดดีทำดี ก็สามารถทำให้เราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ ดังนั้นจงเลือกทำตามความเชื่อของแต่ละคนเถิดครับ ขอให้มีความสุขในบ้านหลังใหม่ สวัสดีครับ

เมนูอาหารลดความดันโลหิตสูง ปลอดภัยจากโรคความดันด้วยการคุมอาหาร

food-and-pressure-01-300x200มีคนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีความเครียดสูง ซึ่งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ง่ายกว่าผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่นในเรื่องของการรับประทานยา การออกกำลังกาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง โดยเฉพาะในด้านการรับประทานอาหาร ซึ่งต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการควบคุมอาหารมีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตปรับลดลงมาได้

ในหนึ่งวันผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรได้รับเกลือและโซเดียมในปริมาณ 24,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้น ปริมาณเกลือและโซเดียมที่ร่างกายได้รับต่อวันไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทำให้เห็นได้ชัดว่า ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม ซึ่งส่วนใหญ่พบได้ใน

– เครื่องปรุงรสที่มีรสเค็มหรือผสมสารปรุงแต่ง เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส

– อาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารหรือหมักดอง เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า เนื้อเค็ม ไข่เค็ม
ผักดอง อาหารกระป๋อง

– อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอลเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ เพราะจะไปอุดตันหลอดเลือดส่งผลให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้นซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นตามไปด้วย

สำหรับอาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อขาว เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ที่ลอกหนังออกแล้ว เพราะมีปริมาณคอลเลสเตอรอลน้อยกว่าสัตว์ที่มีเนื้อแดง และควรรับประทานปลาทะเลน้ำลึก เพราะมีกรดโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์และสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ที่สำคัญควรรับประทานผักและผลไม้ เพราะมีโซเดียมในปริมาณที่ต่ำ อีกทั้งยังมีใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ไขมัน และคอลเลสเตอรอล ซึ่งช่วยในการป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผักและสมุนไพรที่แนะนำให้รับประทาน คือ ขึ้นฉ่าย กระเจี้ยบแดง ใบบัวบก มะรุม

สุดท้ายทุกคนควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดูแลรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียดเพราะความเครียดเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และควรตรวจเช็คสุขภาพโดยแพทย์ทุก 6 เดือน หากพบว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงควรรักษาแต่เนิ่นๆ นะคะ

วิธีการแก้ไขปัญหาน้ำกระด้างถาวร น้ำกระด้างชั่วคราว แบบได้ผลจริง

water-pure-01-300x218น้ำกระด้าง หมายถึง น้ำที่มีหินปูนเจือปนอยู่ในน้ำ ซึ่งทำให้คุณสมบัติของนั้นเป็นด่าง ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้งานได้ดีเท่าที่ควร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนำน้ำชนิดนี้ไปหุงข้าว จะทำให้ข้าวออกมาสีเหลืองไม่น่ารับประทาน และเมื่อนำไปใช้ซักผ้า ความเป็นด่างของมันจะเป็นตัวทำให้ผงซักผ้าไม่เกิดฟอง แม้แต่การนำไปใช้ในการเกษตร น้ำกระด้างนั้นไม่เหมาะสำหรับพืชหลายชนิด รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์หลายชนิดเช่นกัน ดังนั้นจึงนับได้ว่า น้ำกระด้างไม่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่นัก แต่หลายๆ คนก็มักจะถามเข้ามาอยู่บ่อยๆ ถึงวิธีการแก้ไขน้ำกระด้างที่สามารถใช้งานได้ เพราะในบางพื้นที่น้ำที่นำมาใช้งานมักจะมาส่วนของน้ำกระด้างเจือปนอยู่นั่นเอง วันนี้เราจึงอยากจะแนะนำวิธีการทำให้น้ำกระด้างนั้นอ่อนลงและพอที่จะใช้งานได้มาฝากกันครับ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. น้ำกระด้างชั่วคราว (น้ำที่สามารถกำจัดความกระด้างให้หายไปด้วยการต้ม พบได้ในแม่น้ำลำคลอง)

นำไปต้ม เพราะ น้ำกระด้างชั่วคราวนี้จะสามารถกำจัดความกระด้างออกไปด้วยการต้ม ซึ่งความร้อนจะทำให้ไบคาร์บอเนตของแคลเซียมและแม็กนีเซียม ซึ่งเกาะตัวรวมกับโมเลกุลของน้ำระเหยไป และทำให้เกิดตะกอน สามารถแก้ไขได้ด้วยการกรอง
การเติมปูนขาว

2. น้ำกระด้างถาวร (ไม่สามารถจัดได้ด้วยการต้ม เพราะ มีสารจำพวกแคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมซัลเฟต แม็กนีเซียมคลอไรด์ และแม็กนีเซียมซัลเฟตเจือปนอยู่)

สามารถแก้ไขได้ โดยวิธีการกลั่น โดยจะเป็นการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวกลายเป็นไอ ก่อนจะกลับมาเป็นของเหลวอีกทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อน้ำกลายเป็นไอนั้น ตัวสารที่เจือปนอยู่ในน้ำจะตกผลึกออกมาเพราะเป็นสารที่มีน้ำหนัก
ในการแก้ไขจริงๆ แล้วมักจะใช้เครื่องกรองเรซิ่น ซึ่งเม็ดเรซิ่นในเครื่องกรองจะดักจับหินปูนภายในน้ำแล้วกรองออก และจากนั้นให้นำเอาตัวกรองออกมาล้างโดยใช้น้ำเกลือ เพื่อให้น้ำเกลือนั้นไปจับผลึกหินปูนออกมาจากเรซิ่นนั่นเองครับ
ใช้โซดาแอช ซึ่งเจ้าโซดาแอชนี้จะไปทำปฏิกิริยากับสารแคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมซัลเฟต แม็กนีเซียมคลอไรด์ และแม็กนีเซียมซัลเฟต ที่อยู่ภายในน้ำกระด้าง และทำให้เกิดการตกตะกอนละเอียด ซึ่งวิธีนี้จำเป็นต้องใช้ร่วมกับสารส้ม เพื่อให้ตะกอนนั้นรวมกันกลายเป็นก้อนใหญ่และสามารถกรองออกได้

จะว่าไปแล้วน้ำกระด้างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียวนะครับ เพราะน้ำดื่มของคนเราเองนั้นก็มีคุณสมบัติออกไปในทางกระด้างอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ควรเป็นน้ำที่มีตะกอนสูงหรือกระด้างมากนัก และน้ำกระด้างถาวรนั้นไม่ควรนำไปต้ม เพราะ ผลึกหินปูนจะไปเกาะตามหม้อหรือกา อาจทำหม้อระเบิดหรือสิ้นเปลืองพลังงานในการต้มได้ครับ

6 สัญญาณ บอกอาการของคนท้องในระยะแรก

pregnant-symptom-300x198การสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์นอกจากสามีภรรยาที่ต้องอยู่ด้วยกันแล้ว ครอบครัวจะสมบูรณ์ครบก็ต่อเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะลืมตาดูโลก ผู้หญิงคนไหนที่อยู่ในสถานะภรรยา มีครอบครัวที่พร้อม คงกำลังตั้งหน้าตั้งตารอวันที่จะมีเจ้าตัวน้อยมาวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน เวลาผ่านไปอาจจะมีอาการบางอย่างมาทำให้คุณผู้หญิงหลายคนสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่? ซึ่งอาการของคนกำลังตั้งครรภ์นั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะว่าแต่ละคนมีอาการที่มากน้อยไม่เท่ากัน แต่อาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายๆ กันดังต่อไปนี้

1. ประจำเดือนขาด เมื่อไข่ของคุณผู้หญิงได้รับการผสมจากอสุจิของคุณผู้ชาย จะมีการฝังตัวของตัวอ่อนที่มดลูกเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีประจำเดือนออกมา อาการเริ่มแรกที่คุณผู้หญิงสามารถสังเกตตัวเองได้ก็คือเรื่องของประจำเดือน แม้ขาดหรือว่าเกินกำหนดไปเพียงแค่วันเดียวก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

2. อาการอ่อนเพลีย อยากนอน อยากพักผ่อนตลอดเวลา เมื่อร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยกลไกภายในจะทำให้ร่างกายเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น อาการอ่อนเพลียจึงเกิดขึ้นได้เสมอ คุณผู้หญิงจะรู้สึกเมื่อยอย่างบอกไม่ถูก อาจจะนอนมากกว่าปกติ

3. อาการเวียนหัว อาเจียน สังเกตอาการตัวเองได้ง่ายมากจากการรับประทานอาหาร ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนจะรับรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่าอาการแพ้ท้องนั่นเอง นอกจากร่างกายจะอ่อนเพลียแล้ว ช่วงนี้ก็ยังสามารถเวียนหัวและเป็นลมได้ง่าย เกิดอาการอาเจียนบ่อย

4. น้ำหนักตัวลด ทุกอย่างในร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งน้ำหนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นผลมาจากอาการแพ้ เพราะว่าช่วงเวลาที่แพ้นั้น คุณผู้หญิงจะรับประทานอาหารไม่ค่อยได้มากนัก เหม็นบ้าง กินแล้วจาเจียนออกหมดบ้าง หรือบางคนแม้กระทั่งน้ำเปล่าก็ไม่สามารถดื่มได้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องดูแลตัวเองมากที่สุด

5. หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย อารมณ์ร้อน ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงไปจะเกิดอากาคล้ายๆ กับตอนที่กำลังจะมีประจำเดือน จะรู้สึกว่าทุกอย่างไม่ดี หงุดหงิดบ่อยๆ โกรธแบบไม่มีที่มา ซึ่งต้องหมั่นตรวจสอบอารมณ์ตัวเองอยู่บ่อยๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้คุณกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่? รวมไปถึงอาการเจ็บคัดเต้านม หรือมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วยเหมือนตอนที่กำลังจะมีประจำเดือน

6. อาการปัสสาวะบ่อย ท้องผูก เมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นมา มดลูกที่เริ่มขยายตัวขึ้นก็จะไปเบียดตัวกับกระเพาะปัสสาวะทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย ทางเดินอาหารก็เปลี่ยนแปลงไป ระบบย่อยอาหารก็เปลี่ยนไปเพราะอีกหนึ่งชีวิตในท้อง หรือบางครั้งก็มาจากที่คุณแม่ทานยาบำรุงหรืออาหารบางอย่างที่สร้างแก๊สในกระเพาะมาก เพราะว่าคนท้องจะท้องอืดง่ายอยู่แล้ว

คุณผู้หญิงท่านใดที่กำลังตั้งครรภ์อยู่มักจะมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว แต่สำหรับใครที่กำลังสงสัยอยู่นั้น ลองสังเกตอาการของตัวเองดูว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เมื่อรู้ตัวให้รีบพบแพทย์ในทันทีเพื่อที่จะได้รับคำแนะนำที่ดีและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในช่วงตั้งครรภ์

วิธีต้านอาการไมเกรน ควร-ไม่ควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง

food-and-migraine-01-300x225อาการปวดศีรษะข้างเดียวบริเวณขมับหรือท้ายทอย บางคนก็ปวดทั้งสองข้างเป็นประจำ สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยไมเกรนไม่น้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมีปัจจัยหลายประการที่มากระตุ้นทำให้อาการกำเริบ เช่น ความเครียด สภาพอากาศ สถานที่และมลภาวะต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือ อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน

ผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือสารบางชนิด ดังต่อไปนี้

– อาหารที่มีไนเตรท สารไนไตรท์ ซึ่งพบมากใน ไส้กรอก เบคอน กุนเชียง

– คาเฟอีน ชา กาแฟ ที่สำคัญควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะไวน์แดง

– อาหารที่มีสารไทรามีน แทนนิน เป็นส่วนประกอบ ซึ่งพบมากใน ซ็อกโกแลตหรือโกโก้ เนยแข็ง

– อาหารที่มีสารปรุงแต่งหรือสารถนอมอาหาร เช่น ผงชูรส น้ำตาลเทียม

สำหรับอาหารที่มีส่วนช่วยในการป้องกันและบรรเทาอาการป่วยไมเกรนได้นั้นมีให้เลือกรับประทานอยู่หลากหลาย ขอแนะนำเมนูสำคัญที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า ดังนี้

– อาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 พบได้ใน ปลาทะเล จำพวก แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า รวมทั้งน้ำมันปลา ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น สามารถป้องกันอาการปวดไมเกรนได้

– อาหารที่มีแมกนีเซียม วิตามินบี2 เป็นส่วนประกอบ พบได้ใน เมล็ดธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต

– พืชสมุนไพรบางชนิดสามารถรักษาไมเกรน เช่น กระเทียม ใบบัวบก ดอกแค พริกไทยดำ

ทั้งนี้เราอยากให้ทุกคนรับประทานอาหารให้ตรงต่อเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่อน หลีกเลี่ยงจากสภาพอากาศที่มีมลพิษ หรือสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำจนเกินไป หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลจากอาการปวดไมเกรนได้อย่างแ

6 เคล็ดลับ กินอย่างไรให้ผอมเร็วทันใจ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

eat-loss-weight-300x200คำว่า “ผอม” ในที่นี้คงไม่ได้ทำให้ใครจินตนาการถึงคนที่ผอมแห้งไม่แรงอยู่หรอกใช่ไหม นั่นเพราะกระแสที่มาแรงในตอนนี้เปลี่ยนจากการผอมที่ดูปลิวลมมาสู่การผอมแบบที่เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม แล้วอย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดหรือเร็วเท่าที่ควร อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือ การรับประทานอาหารให้ถูกวิธีนั่นเอง ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ดังนี้
1. ลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลง
ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าควรจะงดไปเลย เพราะร่างกายของเรายังจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายอยู่ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือการจำกัดคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคต่อวันลง เพราะคาร์โบไฮเดรตที่เกินไปนั้น จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่เหลืออยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินในที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้น้ำตาลในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เรากินมากขึ้นเรื่อยอีกด้วย ซึ่งอาหารที่เราพึงระวัง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว พิซซ่า ขนมหวานต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำอัดลมด้วย

2. กินโปรตีนให้เพียงพอ
การกินโปรตีนมักจะมาคู่กับการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเสมอ เพราะการจะสร้างกล้ามเนื้อนั้นเราจะต้องใช้โปรตีนเป็นหลัก แต่ยกเว้นในพวกที่จะเล่นกล้ามที่จะต้องทำการเพิ่มน้ำหนักก่อนเข้าสู่ช่วงลดกินโปรตีนและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต และข้อดีอีกอย่างของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือร่างกายจะใช้น้ำตาลที่ได้

3. ลดความเค็มลง
การกินเค็มเกินไปไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก อย่างแรกเลยคือบวมแน่ๆ เพราะเกลือจะดึงน้ำเข้าเซลล์ตามเกลือไป อย่างต่อมาคือไตทำงานหนักแน่ๆ เพราะร่างกายจะขับเกลือออกทางไต และที่สำคัญคือจะขับออกไปพร้อมกับน้ำในร่างกาย หากเรากินเค็มอย่างหนักเป็นประจำนานๆ ผลที่จะตามมาคือร่างกายขาดน้ำ พอร่างกายขาดน้ำความเข้มข้นของสารอื่นๆ ในร่างกายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ในที่นี้คือน้ำเปล่าธรรมดาสะอาดที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง แม้ว่าน้ำเราจะสามารถรับได้จากหลายๆ แหล่ง แต่น้ำที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่านั่นเอง โดยปริมาณน้ำที่แต่ละคนต้องการมักจะไม่เท่ากัน แต่ที่เราเรียนกันมานั่นก็คือวันละ 8 แก้วหรือในช่วง 1.6 – 2 ลิตรต่อวันนั่นเอง

5. ควรมีผักผลไม้ ทุกมื้ออาหาร
เพราะผักผลไม้ จะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่ และยังมีกากใยที่จะช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย ซึ่งกากใยเหล่านี้จะสามารถลดปริมารการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายได้ เพียงแต่เราต้องหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการบริโภคผักผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเท่านั้นเอง และผักผลไม้บางชนิดก็มีผลต่อโรคบางโรคด้วย

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายที่เหมาะสม จะสามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินหรือใช้พลังงานที่เหลืออยู่ของร่างกายได้ นอกจานี้ยังทำให้ร่างกายของเราแข็งแรกอีกด้วย การออกกำลังกายที่ถูกต้องคือ ออกกำลังอย่างต่อเนื่องวันละ 15 -30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วันนั่นเอง

10 วิธีเลิกสูบบุหรี่ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ไม่ว่าใครก็เลิกได้.

cigarette-ban-300x225บุหรี่นั้น มีโทษมากมาย แต่ก็ยังมีนักสูบเพิ่มมากขึ้น สาเหตุของการสูบบุหรี่เกิดจากความคึกคะนอง ความอยากรู้อยากลอง แม้แต่การสูบเพื่อเข้าสังคม การสูบตามอย่างคนรอบข้าง หรือเพื่อแสดงความเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่คิดได้และอยากที่จะเลิก ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะวันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีเลิกสูบบุหรี่อย่างง่ายๆกันค่ะ

1. เริ่มจากตัวเราก่อนเลย คือ พยายามลดปริมาณการสูบให้น้อยลง แรกๆ อาจจะรู้สึกอยากบุหรี่ ดังนั้นให้เราหาลูกอม หรือหมากฝรั่งที่มีสารนิโคตินมาเคี้ยวแทน

2. ต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า จะสามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด อย่าลังเลที่จะเลิกบุหรี่ ให้ตั้งเป้าหมายและระยะเวลาที่แน่นอน เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดความพยายาม

3. หาที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คำแนะนำวิธีเลิกบุหรี่ที่ถูกต้อง หรือบอกคนรอบข้างเพื่อให้เขาทราบ เพราะการเลิกบุหรี่นั้น ต้องการกำลังใจ และความเข้าใจ เพื่อจะได้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วตามที่ตั้งใจไว้

4. หากิจกรรมอื่นๆทำ ไม่ว่าจะเล่นกีฬา เล่นดนตรี ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกับคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตัวเราไม่หมกมุ่น หรือกังวลกับการเลิกบุหรี่ แล้วยังช่วยให้คลายความเครียด สมองปลอดโปร่ง และมีสุขภาพที่ดี

5. ออกห่างจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ด้วยความเคยชิน อาจทำให้เรากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง ดังนั้นลองมองหาสถานที่ใหม่ๆ ที่มีกิจกรรมให้เลือกทำ เข้าสังคมเพื่อหาเพื่อนใหม่ๆ หรือหาสถานที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง ก็จะทำให้คุณออกห่างจากพฤติกรรมเดิมๆ ได้คะ

6. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เพราะนั่นจะทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าบุหรี่รสชาติดีขึ้น ทำให้เกิดความอยากสูบเพิ่มขึ้นตามมา

7. ลดอาหารประเภท หวาน มัน เค็ม เหตุผลก็เช่นเดียวกับข้อที่กล่าวมา คือทำให้เกิดความอยากมากขึ้น

8. เพิ่มผักผลไม้ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ผัก ผลไม้ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่รู้สึกขมปาก ไม่อยากสูบบุหรี่

9. เสริมวิตามินซี เพื่อนๆลองนำมะนาวมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้ เมื่อใดที่เกิดอาการอยากบุหรี่ ให้นำมาเคี้ยว 3-5นาที ความเปรี้ยวของมะนาวจะทำให้รู้สึกว่าสูบบุหรี่ ขม ไม่อร่อย ไม่อยากสูบ

10. ใช้สมุนไพรเลิกบุหรี่อย่าง กานพลู โดยให้นำมาเคี้ยวบ่อยๆ สรรพคุณของกานพลูจะช่วยขับนิโคติน ต้านอนุมูลอิสระ และลดอาการระคายเคืองจากการเลิกบุหรี่ลดได้

“บุหรี่” ที่ใครๆ มองว่าติดง่าย แต่เลิกยาก หากเพื่อน ๆ มีความตั้งใจ และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติแล้ว ขอเพียงแค่เพื่อน ๆ ไม่ยอมแพ้เท่านั้น ก็สามารถเลิกได้ไม่ยาก… เพื่อสุขภาพของคุณเอง และคนในครอบครัว ทีมงาน เกร็ดความรู้.com เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สู้ๆค่ะ

การอบซาวน่าทุกวันมีประโยชน์อย่างไร ช่วยลดน้ำหนัก เผาผลาญแคลอรี่ได้จริงหรือไม่.

sauna-benefit-01-300x200การอบซาวน่าทุกวันมีประโยชน์อย่างไร ช่วยลดน้ำหนัก เผาผลาญแคลอรี่ได้จริงหรือไม่

การอบซาวน่านั้นเป็นเทรนด์ทางด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอดและไม่เคยที่จะตกยุค นั่นเพราะว่าได้ประโยชน์ทั้งประโยชน์เรื่องของสุภาพ ผิวพรรณ และยังเกิดความสบายเนื้อสบายตัวกันได้อีก ดังนั้นเราจึงมักเห็นหลายๆ คนนั้นเดินเข้าเดินออกซาวน่าเป็นประจำ บางคนถึงกับสร้างห้องอบซาวน่าขึ้นมาที่บ้านส่วนตัวเลยก็มี สำหรับประโยชน์ของการอบซาวน่านั้นมีอะไรบ้าง เราลองไปดูกันเลยค่ะ

1.หลังจากการอบซาวน่า ไอน้ำและความร้อนจะทำให้รู้สึกว่าสบายตัว ทั้งนี้เพราะการอบไอน้ำจากซาวน่าจะทำให้เกิดการสูญเสียของเหลว และร่างกายจะเติมเต็มด้วยระบบน้ำเหลือง ดังนี้ผู้ที่เพิ่งผ่านการอบซาวน่ามาจะรู้สึกเหมือนมีเลือดลมสูบฉีด รวมไปถึงความร้อนจากไอน้ำในห้องซาวน่าจะทำให้ร่างกายขับของเสียออกมาทางเหงื่อ ดังนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนว่าร่างกายมันผ่อนคลาย และตัวเบาสบายขึ้น ซึ่งนี่เองที่ทำให้ใครหลายคนติดใจการอบซาวน่า และถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง

2. การเข้าอบไอน้ำในห้องซาวน่า จะทำให้เกิดกระบวนการกระตุ้นระบบโลหิตใต้ผิวหนัง ซึ่งจะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะชีวิตการทำงานของคนเราทุกวันนี้มักจะนั่งทำงานเป็นเวลานานจนเกิดการเมื่อยขบ และปัญหาที่ตามมาก็คือระบบหมุนเวียนโลหิตนั้นไม่ค่อยสะดวก และจะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์ (Cellulite) ตามมา ซึ่งเมื่ออยู่ในห้องอบซาวน่า หลอดเลือดในร่างกายจะเกิดการขยายตัวและทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีการหมุนเวียนที่ดี ขึ้น ทำให้ช่วยกระชับผิวหนังขึ้นอีกด้วย

3. มีการวิจัยจากสถาบันทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ว่าการอบซาวน่านั้นจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น กล่าวคือเมื่อร่างกายสูดเอาไอน้ำจากกระบวนการอบซาวน่าเข้าไป จะทำให้ระบบเซลล์ที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย (โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย)มีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากนั้นยังสามารถกระตุ้นการทำงานของเฮโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

4. การอบซาวน่าสามารถช่วยในเรื่องของผิวพรรณที่ดีขึ้นได้ ยิ่งถ้าหากเป็นการอบซาวน่าสมุนไพรต่างๆ เพราะอย่างที่อธิบายไปในข้อ 2 คือซาวน่าจะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดให้ดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้นนั่นเอง

ส่วนใครที่กำลังคิดว่าการอบซาวน่านั้นจะช่วยเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนักได้ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดนะคะ เพราะซาวน่าเป็นการอบด้วยความร้อน และขับน้ำออกมาจากร่างกาย เมื่ออบเสร็จอาจเห็นว่าน้ำหนักลดจริง แต่หลังจากที่ร่างกายขาดน้ำ และดื่มน้ำตามเข้าไปมากๆ น้ำหนักก็จะกลับมาคงเดิมนั่นเอง

แม้ว่าซาวน่านั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ให้โทษได้หลายอย่างเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องการเข้าไปอบซาวน่าควรทำการศึกษาวิธีการใช้งาน ข้อห้าม และข้อแนะนำต่างๆ พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ

การเตรียมตัวก่อนบวช มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรบ้าง.

how-to-be-monk-300x199การบวชนั้นเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ของผู้ที่อยู่ในศาสนาพุทธพึงกระทำ เพราะการบวชหมายถึงการชำระล้างจิตใจ และการอุทิศตนเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ตลอดจนเป็นการทดแทนพระคุณของบิดามารดาอีกด้วย ดังนั้นในช่วงชีวิตหนึ่งของลูกผู้ชายไทยนั้น ต้องหาโอกาสบวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ให้ได้ และสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะบวช วันนี้เรามีวิธีการเตรียมตัวมาฝากกัน

1. การท่องบทขานนาค โดยปกติก่อนการบวชนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะบวชจำเป็นต้องท่องบทขานนาคให้ได้เพื่อที่ว่า ในวันบวชจริงนั้นเราจะต้องท่องบทสวดบทนี้นั่นเอง (ในสมัยโบราณผู้ที่จะบวชจะลงทุนไปนอนที่วัดเพื่อศึกษาบทขนาดนาคนี้ก่อนนานนับสัปดาห์ก่อนการบวชจริง) ซึ่งงานบวชของเรานี้ถือว่าเป็นงานใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะสายตาของญาติโยมทั้งหมดในงานจะจ้องมาที่เราจุดเดียวเมื่อถึงขั้นตอนการขานนาค ดังนั้นการเตรียมตัวท่องบทนี้ไปตั้งแต่เนิ่นๆ คงจะดีกว่าการไปนั่งอ้ำๆ อึ้งๆ ให้ญาติโยมท่านเสื่อมศรัทธา จริงไหมครับ

2. การตรวจร่างกายและเซ็นใบสมัคร เป็นการตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบวช เช่น ป่วยไข้อะไรหรือไม่ มีโรคประจำตัวหรือเปล่า เป็นต้น รวมถึงใบสมัคร เพราะสมัยนี้การที่จะบวชได้ต้องมีลายเซ็นยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองเสียก่อน

3. จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวในระหว่างที่บวช เช่น สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ นอกจากนั้นต้องจัดเตรียมเครื่องอัฐบริขาร 8 ซึ่งประกอบไปด้วย ผ้าสบง จีวร ผ้าสังฆาฏิ (หรือผ้าพาดไหล่) และสายรัดประคด ซึ่งของเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไปครับ

4. การขอขมาลาโทษ การบวชนั้นเป็นการชำระล้างจิตใจดังนั้นผู้ที่บวชจึงต้องมีหน้าที่ ไปขออโหสิกรรม หรือขอขมาลาโทษจากทั้งพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง รวมไปถึงคนที่ผู้บวชเคยได้ล่วงเกินหรือสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ เพื่อที่ว่าการบวชของเรานั้นจะได้รับการอนุโมทนาและบริสุทธิ์ผุดผ่อง สามารถศึกษาธรรมมะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกระวนกระวายใจนั่นเองครับ

5. เก็บเนื้อเก็บตัว มีความเชื่อมาตั้งแต่โบราณว่า ก่อนการบวชมักจะมีมารมาผจญ ดังนั้นไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ ผู้บวชควรเก็บเนื้อเก็บตัวศึกษาวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ดี และไม่ควรไปไหนหากไม่จำเป็น เป็นการฝึกสมาธิของตนเองด้วยนั่นเอง

การบวชแม้จะมองว่ามีพิธีรีตองอะไรมากมายจนน่าปวดหัว แต่ผู้บวชก็จำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้วันจริงนั้นเกิดการฉุกละหุก ขาดๆเกินๆ ขึ้นมาได้ อันจะเป็นการเสื่อมเสียหน้า และทำให้ญาติโยมเกิดการหมดศรัทธาได้ครับสวัสดี